บทความ: การจัดการศึกษาแบบอินคา เป็นไปได้หรือไม่
เขียนโดย พิภพ ธงไชย
ชนเผ่าอินคาเป็นชนเผ่าที่เก่าแก่ที่มีอารยธรรมที่เจริญก้าวหน้ามาก และในชนเผ่าและชนชาติที่มีความเจริญก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นอย่างปุบปับทันทีทันใด หากจะต้องมีการสั่งสมและพัฒนาวิทยาการความรู้ของชนเผ่าหรือชาติของตนอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลายาวนานพอสมควร ซึ่งรวมถึงการถ่ายทอดความรู้จากคนรุ่น 1 ไปสู่ชนอีกรุ่นหนึ่งต่อๆมา เพื่อชนรุ่นต่อๆมาจะได้พัฒนาความรู้นั้นต่อไป การถ่ายทอดความรู้นั้นเรียกกันในปัจจุบันว่า “การศึกษา” แต่ในหมู่ชนที่มีอารยธรรมระบบการศึกษาย่อมเป็นมากกว่าเรื่องของการถ่ายทอดวิทยาการความรู้นั่นหมายถึง ย่อมมีมิติในด้านอื่นๆแทรกซ้อนอยู่ด้วย เพราะแค่การมีเทคโนโลยีไม่อาจทำให้ชนชาตินั้นรุ่งเรืองอยู่ได้นานจึงทำให้น่าสนใจว่าชนเผ่าอินคามีการจัดระบบการศึกษาอย่างไร จากการอ่านหนังสือ ” ความลับของชนเผ่าอินคา” พอสรุปแนวทางการศึกษาแบบอินคาอย่างย่อๆได้ดังนี้
- เป็นการศึกษาเชิงนิเวศวิทยา อาจจะเนื่องเพราะชนเผ่าอินคามีกำเนิดอยู่ในยุคแรกๆของเผ่าพันธุ์มนุษย์ซึ่งยังคงไม่มีเทคโนโลยีประเภทคุกคามและขูดรีดธรรมชาติและคงไม่มีวิธีคิดที่จะมุ่งเอาเปรียบธรรมชาติอย่างปัจจุบัน วิถีชีวิตของชนเผ่าอินคาก็คงเป็นแบบพึ่งพาและอยู่ร่วมกับโลกธรรมชาติเป็นประการสำคัญ ดังคนอินคาได้มองดวงอาทิตย์ว่าเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตจนมีศาสตร์ที่ชื่อว่าสุริยศาสตร์ขึ้นมา การศึกษาแบบชนเผ่าอินคาจึงมีเนื้อหาสาระมีลักษณะบางอย่างที่พูดถึงระบบนิเวศอยู่มาก ซึ่งสอดคล้องกับสังคมโลกปัจจุบันที่เริ่มตระหนักถึงภยันตรายจากระบบความคิดที่เป็นปฏิปักษ์โดยตรงกับระบบนิเวศวิทยา อันเป็นวัฒนธรรมกระแสหลักที่ครอบงำโลกปัจจุบัน มนุษย์บางส่วนในโลกปัจจุบันรวมทั้งในประเทศไทยเริ่มโหยหาและหวนกลับไปให้ความสัมพันธ์กับโลกธรรมชาติมากขึ้น ดังเกิดศาสตร์สมัยใหม่ขึ้นในตะวันตกที่เรียกว่า “นิเวศวิทยาแนวลึก” เป็นต้น บางทีการศึกษาวิธีคิดและวิถีชีวิตของชนเผ่าอินคาก็อาจเป็นประโยชน์ในแง่นี้และการศึกษาระบบการศึกษาของชนเผ่าอินคาก็อาจเป็นประโยชน์ต่อระบบการศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมก็ได้
- เป็นการศึกษาเชิงจิตวิญญาณ เพราะให้ความสำคัญต่อเรื่องของจิตใจซึ่งไม่เพียงในระดับของจิตใจมนุษย์ด้วยกัน แต่หากมีความพยายามเชื่อมโยงไปยังจิตอื่นๆด้วย โดยเฉพาะธรรมชาติ ซึ่งจะเน้นในส่วนของพลังจากดวงอาทิตย์ ความคิดเรื่องจิตวิญญาณอาจเป็นของใหม่สำหรับคนในสังคมที่มีบรรยากาศของวิทยาศาสตร์วัตถุนิยมครอบคลุมมาเป็นเวลานาน แต่สำหรับอารยธรรมโบราณส่วนใหญ่ที่มีความผูกพันกับมิติทางจิตวิญญาณอย่างแน่นแฟ้นอารยธรรมอินคาโบราณก็อยู่ในลักษณะเดียวกัน ความคิดเรื่องสุริยศาสตร์และธรรมเนียมปฏิบัติอื่นๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวโยงกับระบบนิเวศวิทยาส่อให้เห็นถึงนิติทางจิตวิญญาณที่ฝังแน่นอย่างชัดเจน
- เป็นการศึกษาแบบสัมผัสมนุษย์ ตามที่ผู้เขียนได้บันทึกประสบการณ์การจัดการศึกษาของเขาได้บ่งว่า ในระหว่างทำการศึกษาผู้เขียนได้ใช้วิธีสื่อสารทางตรงแบบปฐมภูมิกับผู้เรียน ในที่นี้หมายความว่า ผู้สอนจะจัดรูปแบบประสบการณ์ที่เขาคิดว่าจะกระทบต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้เรียนในระดับที่ก่อเกิดปฏิกิริยาทางอารมณ์นำไปสู่ระดับความคิดระหว่างนั้นผู้สอนก็จะทำการสังเกตความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน จากนั้นผู้สอนกับผู้เรียนก็จะสรุปประสบการณ์ใหม่นี้ด้วยกันโดยผู้สอนจะค่อยๆชักนำโน้มน้าวผู้เรียนเข้าสู่ประเด็นที่ผู้สอนต้องการทั้งหมดนี้เป็นเวลาเงื่อนไขที่จำเป็นอย่างมาก ผู้สอนจะต้องให้เวลากับผู้เรียนให้มากที่สุดเท่าที่จำเป็น ซึ่งหมายถึงผู้สอนจะต้องอยู่ร่วมกระบวนการนั้นทั้งหมดตั้งแต่ การเกิดแรงกระทบทางอารมณ์รู้สึกของผู้เรียนซึ่งนำไปสู่การครุ่นคิด แล้วไตร่ตรองในระดับที่สูงๆ ขึ้นไป จนเข้าสู่กระบวนการทางปัญญาในท้ายที่สุด ในกระบวนการนี้ผู้สอนจะต้องอยู่กับผู้เรียนตลอด สังเกตและพยายามที่จะเข้าถึงจิตใจของผู้เรียน วิถีที่ผู้เขียนบอกให้เรารู้ว่า ในฐานะผู้สอนเขาได้ใช้กลวิธีต่างๆเช่นเกมและอื่นๆนอกจากการพาผู้เรียนไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ผู้เรียนไม่เคยประสบมาก่อนและพยายามชี้ให้เห็นแง่มุมต่างๆของชีวิตการนำระบบการศึกษานี้มาจัดในเมืองไทยอาจเป็นไปได้ซึ่งจริงๆแล้วก็ได้มีนักการศึกษาทางเลือกของชาวไทยที่ใช้หลักการเหล่านี้ในการจัดการศึกษาจะต่างก็เพียงปรัชญาพื้นฐานหรือแนวความคิดรากฐานทางการศึกษาเท่านั้นที่แตกต่าง อย่างไรก็ตามจากประสบการณ์ของข้าพเจ้าในการรับปรัชญาความคิดทางการศึกษาจากวัฒนธรรมอื่นมาใช้กับเด็กไทยสิ่งที่สำคัญยิ่งยวดก็คือจำต้องมีการปรับเปลี่ยนอยู่มากมายหลายประการด้วยกันกล่าวคือ
- คนที่จะมาเป็นผู้สอนจะต้องได้รับการฝึกฝนทำความเข้าใจกับระบบคิดหรือปรัชญาและเทคนิคการจัดการเรียนการสอนระบบการศึกษาที่เขาใช้ให้ดีพอเสียก่อน พร้อมกันต้องมีความเข้าใจเรื่องเด็กไทยและรากเหง้าทางวัฒนธรรมของไทยที่มากพอ ดังนั้นคุณสมบัติส่วนตัวของผู้สอนจึงมีความสำคัญมาก ในสังคมไทยเองไม่มีสถาบันหรือสถานการศึกษาใดที่ทำหน้าที่ฝึกฝนระบบคิดอื่นๆนอกเหนือจากระบบของกระทรวงศึกษามาก่อนเลยซึ่งมีจุดยืนที่ต่างออกไปจากการศึกษาแนวนิเวศวิทยาและจิตวิญญาณอย่างแทบจะตรงกันข้าม จึงเป็นการยากแต่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้
- การจัดการศึกษาในประเทศไทย ถูกรวบอำนาจให้อยู่ในมือของรัฐซึ่งมีวิธีคิดที่ต่างไปจากวิธีคิดของพวกอินคาแบบตรงกันข้าม ขณะที่ชนเผ่าอินคา มีระบบคิดแบบนิเวศวิทยาและจิตวิญญาณ แต่ภาครัฐอยู่ภายใต้กระแสวัฒนธรรมแบบวิทยาศาสตร์วัตถุนิยมเต็มตัว การจัดระบบการศึกษาแบบนี้ได้มีอยู่หนทางเดียว นั่นคือเรียกร้องให้รัฐเปิดให้ภาคประชาชนสามารถจัดการศึกษาได้เองดังที่เรียกร้องในปัจจุบันให้มีการจัด “ระบบการศึกษาทางเลือก”ได้ และคงเป็นไปไม่ได้ที่จะนำระบบคิดแบบนี้เข้าสู่ระบบการศึกษาของภาครัฐ
- เนื่องจากวิถีชีวิตและอะไรๆอีกหลายอย่างในทางวัฒนธรรม ช่วงเวลาสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ ฯลฯ ของชนเผ่าอินคากับประเทศไทยมีความแตกต่างกันมาก และแน่นอนว่าการจัดระบบการศึกษาชนิดนี้ในประเทศไทยย่อมต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เชื่อมโยงเข้ากับบริบทของสังคมไทยและสังคมโลกในปัจจุบัน อย่างน้อยก็ควรให้เด็กมีความรู้ในวิทยาการสมัยใหม่ด้วยแต่ต้องเป็นความรู้ที่มีความเข้าใจเป็นพื้นฐานมิใช่ความรู้แบบหลงใหล ดังที่เป็นกันอยู่ทั้งผู้ใหญ่และเด็กในปัจจุบัน มิฉะนั้นเด็กจะเกิดความรู้สึกเคว้งคว้างสับสน
- ระบบการศึกษาของชนเผ่าอินคามีประเด็นหนึ่งที่ไม่แตกต่างจากระบบการศึกษาอื่นๆนั่นคือ ระบบการศึกษาย่อมถือว่าเด็กยังไม่มีวุฒิภาวะ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้รับการศึกษาถ่ายทอด ปลูกฝังฝึกฝนและ(ฝึกฝืน ) ในสิ่งที่ผู้ใหญ่เห็นว่าจำเป็นและเหมาะแก่การเจริญเติบโตของเด็ก ซึ่งมองในอีกแง่หนึ่ง ระบบการศึกษาทุกระบบจึงเป็นการครอบงำเด็กกลายๆ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม และแน่นอนว่าการจะจัดระบบการศึกษาใดๆก็ตาม รวมทั้งระบบการศึกษาของชนเผ่าอินคาด้วยนั้น จำเป็นที่ผู้จัดจะต้องตระหนักและใส่ใจถึงความข้อนี้อยู่เสมอหาไม่แล้วจะเป็นผลเสียต่อเด็กมากกว่าผลดียิ่งระบบนี้เป็นของใหม่และไม่มีต้นกำเนิดในเมืองไทยซึ่งแน่นอนจะต้องมีการตีความและปรับเปลี่ยนจึงต้องทำด้วยความใส่ใจและเคารพในตัวเด็ก