บทความ: ปฏิรูปการศึกษาต้องเริ่มต้นที่จิตใจ
แพรวรรณ์ วิทย์ประเสริฐกุล (ผู้นำวิทยาศาสตร์จิตวิญญาณและนักปรัชญาทางธรรมขาติ)
ความเป็นมา
จากปัญหาสังคมนานาประการที่รุมเร้า เพิ่มความซับซ้อนและทวีความรุนแรงขึ้น นับวันแต่จะขยายขอบเขตออกไป จนรู้สึกได้ถึงภาวการณ์อันไม่น่าวางใจในสวัสดิภาพส่วนบุคคล อาจกล่าวได้ว่าสังคมมนุษย์กำลังตกเป็นเหยื่อ มะเร็งร้าย 7 ชนิด กัดกินสังคมมนุษย์ ซึ่งพอจำแนกได้เป็น 7 ประเด็นโดดเด่น คือ 1.ผลประโยชน์ (โลภเกินขอบเขต) 2.ทุจริตคอร์รัปชั่น 3.ยาเสพติด 4.การฆาตกรรม (รวมอาชญากรรมต่าง ๆ) 5.สงครามการเมือง 6.สงครามศาสนา 7.โรคร้ายต่าง ๆ (รวมโรคเอดส์)
ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงนั้นเริ่มต้นมาจาก จิตใจ และสิ่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นยังนำไปสู่ วิธีการคิด ทัศนคติ บุคลิกภาพ และพฤติกรรม เพราะปัญหาต่าง ๆ เกิดจากความไม่รู้ ยังเข้าไม่ถึงความรู้ทางปัญญา คุณธรรม กระทั่ง จิตวิญญาณ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็ได้ว่า การศึกษาในปัจจุบันยังบกพร่องทางความคิด (ความคิดมาจากจิตใจ) เพราะมุ่งเน้นแต่วิชาการ มิได้คำนึงถึงความสำคัญในการพัฒนาสติและปัญญา คุณธรรม ศีลธรรม และหน้าที่พลเมือง ทั้ง ๆ ที่มาตรฐานการศึกษาของชาติ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่ม เติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภา ต่างมีอุดมการณ์สำคัญของการจัดการศึกษา ที่สำคัญ คือ การจัดเพื่อให้มีการศึกษาตลอดชีวิตและสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ การศึกษาสร้างคุณภาพชีวิตและสังคมบูรณาการอย่างสมดุลระหว่างปัญญาธรรม คุณธรรม และวัฒนธรรม เป็นการศึกษาเพื่อคนไทยทั้งปวง มุ่งสร้างพื้นฐานที่ดีในวัยเด็ก (อ้างอิง: มาตรฐานการศึกษาของชาติ)
คำนิยามมีไว้สวยหรู แต่จะทำอย่างไรให้เกิดผลสัมฤทธิ์เช่นนั้น
คงต้องย้ำว่าปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมีที่มาจากค่านิยมทางการศึกษาที่มุ่งเน้นแต่วิชาการ แต่มิได้บูรณาการระหว่างปัญญาธรรม คุณธรรม และวัฒนธรรมอย่างสมดุล ตามที่ระบุไว้ในมาตรฐานการศึกษาของชาติ อีกทั้งมาตรฐานที่ 1 คุณลักษณะของคนไทยที่พึงประสงค์ ทั้งในฐานะพลเมืองประเทศที่ดียังเป็นไม่ได้เลย จะไปเป็นพลโลกที่ดีได้อย่างไร อย่ามีวิสัยทัศน์แค่ประเทศไทยเราเท่านั้น เราต้องสอนให้มองในระดับโลกด้วย เพราะเรามีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน มิฉะนั้นก็เหมือนเราย่ำอยู่กับที่
จากปรากฏการณ์ทางการศึกษาพบว่า นักเรียนไม่สามารถคิด วิเคราะห์เปรียบเทียบ หรือสังเคราะห์ได้ เนื่องจากไม่มีข้อมูลอื่น เช่น ความรู้รอบตัว สาระความรู้ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง มีเหตุมีผล คิดดี คิดเป็น เท่าที่เคยสังเกตพบ แม้ในการเขียนเรียงความ ครูให้เติมแต่งข้อมูลขึ้นเองก็ยังทำไม่ได้ นี่แสดงให้เห็นถึงอะไร สมองนั้นว่างเปล่า (ที่พบสำเร็จปริญญาตรีจะสอบปริญญาโท เรียนต่อต่างประเทศ) เรื่องมารยาทแบบอย่างสังคมไทยและสากลก็ไม่มีอีก แทบไม่มีเลยทั้งทักษะการเรียนรู้และการปรับตัว เรียนรู้เฉพาะเทคโนโลยีใหม่แต่ไม่ได้เอาเทคโนโลยีนั้นมาสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า เด็ก ๆ ติดเกมกันจนเป็นปัญหาใหญ่ในครอบครัว เข้าใจว่าเล่นเกมเก่ง ได้เป็นแชมป์ จะสามารถทำเงินได้มากมาย และบางทีพ่อแม่ก็ติดเกมก็มี แล้วพ่อแม่ไม่สามารถทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีได้ ลูกๆ จะเอาแบบอย่างที่ดีมาจากไหน ด้านการเรียนรู้ทันโลกก็เลียนแบบใช้กันอย่างผิด ๆ จนมีผลกระทบต่อวัฒนธรรม วิธีคิด และพฤติกรรม พอใจแค่เปลือกนอกแต่ภายในร้อนรุ่มอยากมีเหมือนคนอื่นเขา ตะเกียกตะกายเอา แล้วยังมีแก่ใจที่จะหยิบยื่นสิ่งดี ๆ ให้คนอื่นได้อย่างไร ยังมีคนอีกจำพวกที่อิจฉาตาร้อนเห็นคนอื่นดีกว่าไม่ได้จึงชอบยุแหย่ให้คนอื่นทะเลาะกัน ดังนี้แล้วคนไทยจะสามารถทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลได้อย่างไร สร้างประโยชน์ให้แก่สังคมหรือมีจิตอาสากันได้หรือไม่ ให้ภาพลักษณ์ของคนไทยตกต่ำอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สังคมจะอยู่ต่อไปกันอย่างไร
ปัจจุบันสังคมโลกก็กำลังประสบปัญหาวิกฤตเหล่านี้คล้าย ๆ กัน และทั้งหมดสืบเนื่องมาจาก จิตใจที่ยังมีข้อบกพร่อง เพราะจิตใจเป็นเช่นไรก็จะแสดงออกมาเป็น วิธีคิด (Mindset) และทัศนคติ (Attitude) นี่เองเป็นสิ่งที่ก่อบุคลิกภาพ พฤติกรรม อุปนิสัย และที่สำคัญคือการตัดสินใจ และเป็นที่มาของมะเร็งร้ายในสังคม มะเร็งร้าย 7 ชนิดดังที่กล่าวแต่ต้นนั้น เกิดจากตัวมนุษย์อย่างเราๆ นี่เอง ทั้งยังส่งผลถึงระบบนิเวศน์ในธรรมชาติที่แปรปรวน เป็นการยากที่มนุษย์จะคาดเดาว่าอุบัติภัยทางธรรมชาติจะเกิดอย่างไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ถ้าหากมันคือภัยจากธรรมชาติครั้งยิ่งใหญ่ เราได้เตรียม ทักษะชีวิต ให้แก่เหล่าอนุชนของเราไว้แล้วหรือยังและอย่างไร ปัญหาที่เกิดขึ้นมากมายล้วนมีพื้นฐานมาจากจิตวิญญาณ อะไรที่จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ในสังคมได้ ศาสนา? นโยบายการศึกษาในปัจจุบัน? หรือกฎหมาย? คุก ตะราง? ไอคิววัดค่าได้ด้วยตัวเลข ส่วน จิตใจดีหรือไม่ดี มีข้อบกพร่อง จะวัดด้วยอะไร?
ทฤษฎีสีจิตวิญญาณ : ที่มา
ในอดีต ทฤษฎีสีในใจ หรือ ทฤษฎีสีจิต เกิดขึ้นแล้วจากการค้นคว้า สังเกต ทดลอง ในหมู่ชนเผ่าอินคา ประเทศเปรู ทวีปอเมริกาใต้ วัตถุประสงค์ของการค้นคว้าเพื่อต้องการพัฒนาเผ่าพันธุ์อินคาให้เป็นมนุษย์ที่ดีที่สุดในโลก และผู้เขียน (แพรวรรณ์ วิทย์ประเสริฐกุล) ได้รับมอบภารกิจ สืบสาน ต่อยอด ด้วยเจตนารมณ์ในการเผยแพร่องค์ความรู้นี้แก่มวลมนุษยชาติ จากอาจารย์กัปตันออสวัลโด ซานวิตตี้ (Captain Oswaldo Sanviti) ชาวเปรูเชื้อสายอินคา นักผจญภัยที่สืบเสาะแสวงหาสันติภาพได้เข้ามาใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายที่ประเทศไทย
ราวปี ค.ศ. 1998 ผู้เขียนได้แปลเอกสารและตีพิมพ์ประสบการณ์ที่อาจารย์บันทึกไว้ถึง 176 หน้าก่อนเสียชีวิต เป็นหนังสือชื่อ “ความลับของชนเผ่าอินคา” พิมพ์ออกจำหน่ายเมื่อปี ค.ศ. 2001 บันทึกดังกล่าวเล่าถึงผลของการทดลองต่าง ๆ ซึ่งเป็นข้อมูลเก่า จากนั้นผู้เขียนจึงได้นำสิ่งที่ได้ทดลองแล้วในอดีตนั้นมาทำการทดลองต่อยอด และประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสภาวการณ์ในปัจจุบัน ค้นพบต่อมาว่าความรู้นี้เป็นประโยชน์ในทางจิตวิทยาการแพทย์ จิตวิทยาการศึกษา วิทยาศาสตร์จิตวิญญาณ อีกทั้งให้แนวทางปรัชญาการใช้ชีวิตเพื่อเพิ่มศักยภาพในตัวมนุษย์ทุกคนให้มีพลังใจที่เข้มแข็ง หนักแน่นในคุณงามความดี และผลที่สุดเราก็จะสามารถสร้างสันติภาพได้ในระดับครอบครัว องค์กร สังคมในประเทศ และในสากลโลก จนสามารถรวมโลกใบนี้เป็นหนึ่งเดียวได้
การค้นคว้า สังเกต แล้วทดลอง เกิดจากความรักและศรัทธาของชนเผ่าอินคาที่มีต่อดวงอาทิตย์ พื้นฐานอันนี้นำไปสู่การค้นพบ ทฤษฎีสีในจิตใจ ซึ่งสามารถรู้ได้จากสีที่เราชอบมากับแสงของดวงอาทิตย์ในแสงมีสีที่เรียกว่า ”Spectrum” ซึ่งชาวอินคาตั้งขึ้นโดยใช้หลักสังเกตการหักเหของแสงอาทิตย์ในรุ้งกินน้ำอันเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ ความมีสีสันสวยงามของรุ้งกินน้ำซึ่งสามารถแจกแจงได้เป็น 7 สี ทำให้ชาวอินคาจับจุดได้ว่าสีมีอยู่ในแสง เมื่อมนุษย์ก็ได้รับแสงแดด มนุษย์ก็ได้รับสีที่มีอยู่ในแสงเช่นกัน ชาวอินคาได้ค้นพบว่า สีของ Spectrum ไปปรากฏในใจที่ทำให้มนุษย์มีวิธีคิดที่ไม่เหมือนกัน สรรพสิ่งในธรรมชาติมีและให้มาเพียงพอสำหรับทุกคน แต่ทำไมหลาย ๆ คนยังต้องขโมย แย่งชิง อิจฉา บาง กรณีถึงกับต้องฆ่าแกงกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง
ผู้เขียนจึงได้ทำการทดลองในห้องเรียนจนค้นพบกระบวนการในการเปลี่ยนแปลงให้นักเรียนเกิดศักยภาพ มีความเป็นผู้นำ มีจิตใจเมตตาอ่อนโยน แต่เข้มแข็ง รักเรียนรู้ตลอดชีวิต และการเรียนในโรงเรียนประสพผลสำเร็จย่างงดงาม ด้วยเหตุนี้ จึงอยากส่งต่อความรู้วิทยาศาสตร์ธรรมชาติให้กับพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่จะบ่มเพาะลุกที่ยังเล็กให้เติบใหญ่อย่างมีศักยภาพ มีความคุ้มกันที่ดีทางจิตใจ มีหลักในการดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 นี้อย่างชาญฉลาด